วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

วันพฤหัสบดีที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

จากหิมาลัยสู่เจ้าพระยา เทศกาลศาสนา ศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรมธิเบต

“วันนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาวิกฤต ชาติของเรามีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่เผชิญหน้า กับความเสี่ยงต่อการล่มสลายอยู่ในตอนนี้ เราจึงต้องการช่วยเหลือจากทุกคนและจากประชาคมนานาชาติ เพื่อปกป้องวัฒนธรรมขอเรา วัฒนธรรมที่เป็นดั่งมรดกโลก การปกป้องวัฒนธรรมเก่าแก่ จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ต่อชาติของตนเองเท่านั้น แต่ยังถือเป็นหน้าที่ต่อประชาคมโลกทั้งหมดด้วย”
“องค์ทะไลลามะ”

เพื่อแสดงความนบนอบเคารพต่อศรัทธาที่มีกับองค์ทะไลลามะ และด้วยเห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของธิเบตที่ยังทรงคุณค่า มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป จึงจัดให้มีกิจกรรมเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมธิเบตให้เป็นที่รู้จักในสังคมไทยและ สังคมโลก และร่วมสร้างความเป็นธรรมให้กับคนธิเบตที่พลัดถิ่นในอินเดีย โดยจัดกิจกรรมเทศกาลศาสนา ศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรมธิเบต ในหัวข้อ “จากหิมาลัยสู่เจ้าพระยา” ขึ้น ในระหว่างวันที่ 5-11 มีนาคม 2553 ณ กรุงเทพมหานคร และเชียงราย

การจัดงานในครั้งนี้ทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป เป็นองค์หลักในการระดมทุนและจำหน่ายบัตรเข้าชมการแสดงแต่รายรับยังไม่ครอบ คลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการจัดงาน จึงบอกกล่าวมายังกัลยาณมิตรทุกท่านช่วยกันสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย เพื่อสืบทอดคุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรมและสร้างเสริมสิ่งที่ดีงามสู่สังคม

ดังที่องค์ทะไลลามะประมุขแห่งธิเบต ได้กล่าวถึงวัฒนธรรมธิเบตไว้ว่า “วันนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ชาติของเรามีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่เผชิญหน้ากับความเสี่ยงต่อการล่มสลาย เราจึงต้องการความช่วยเหลือจากทุกคนและจากประชาคมนานาชาติเพื่อปกป้อง วัฒนธรรมของเราที่เป็นดั่งมรดกโลก การปกป้องวัฒนธรรมเก่าแก่จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ต่อชาติของตนเองเท่านั้น แต่ยังถือเป็นหน้าที่ต่อประชาคมโลกทั้งหมดด้วย”


Himalaya
ประเภท : ภาพยนตร์ ความยาว 1.45 ซม.ผู้กำกับ อีริค วัลลี

ณ หมู่บ้านกว้างใหญ่แห่งเมืองดอลโป บนเทือกเขาหิมาลัยด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ที่ระดับความสูงห้าพันเมตร ตินเล-หัวหน้าเผ่าชราที่เพิ่งสูญเสียลูกชายคนโตไป ไม่อนุญาตให้เด็กหนุ่ม-การ์มาเป็นผู้นำขบวนกองคาราวานจามรี
...
ก่อนถึงวันเดินทางจริงที่กำหนดไว้โดยผู้นำทางศาสนา การ์มาก็นำขบวนคาราวานออกจากหมู่บ้านอย่างไม่แยแสต่อความโกรธเคืองของเหล่า ผู้อาวุโสและตินเล โดยมีคนรุ่นหนุ่ม ๆ ติดตามเขาไป และเมื่อถึงวันที่กำหนดไว้ ตินเลก็ตัดสินใจออกเดินทางโดยไม่สนใจเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับลูกขบวน อันได้แก่ นอร์บู-ลูกชายคนรอง ลามะที่เป็นหลานและเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของตินเล แล้วการต่อสู้ที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษระหว่างมนุษย์กับภูเขาก็เริ่มต้นขึ้น

Kundun
ประเภท : ภาพยนตร์ ความยาว 128 นาทีบทภาพยนตร์ โดย เมลิสสา มาธิสันผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ปีที่ผลิต 1997
“คุนดุน” หมายถึง “การดำรงอยู่เพื่อทุกคน” (Presence) ภาพยนตร์เรื่องคุนดุนคือเรื่องราวของสมเด็จพระเท็นซิน กยัตโส หรือองค์ทะไลลามะที่ 14 ที่ได้รับการบอกเล่าผ่านสายพระเนตรในวัยเยาว์ขององค์ทะไลลามะเอง พระลามะชั้นสูงค้นหาพระองค์ซึ่งเป็นองค์ทะไลลามะที่ 13 กลับชาติมาเกิด ที่ชุมชนชาวนาในธิเบตเหนือเมื่อปี 1935 พระองค์ได้รับการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนในเมืองลาซา
...
ภาพยนตร์ถ่ายทอดภาพการเติบโตอย่างพิเศษของพระองค์ จากเด็กชายซุกซนอายุสองขวบครึ่งที่กลายเป็นบุคคลสำคัญผู้ช่วยยกระดับความ เข้าใจของโลกต่อสังคมชาวพุทธ ด้วยจิตวิญญาณแห่งคำปฏิญาณของพระองค์ต่อธิเบตจนกระทั่งเกิดการรุกรานของจีน คอมมิวนิสต์ในปี 1950 และความเจ็บปวดที่ราษฎรของพระองค์ต้องแบกรับ ไปจนถึงตอนที่พระองค์หลบหนีเข้าสู่อินเดียในเก้าปีต่อมา ภาพยนตร์แสดงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตของพระองค์ในพระราชวังโปตาลาอย่างตรงไปตรงมาและมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นความหลงใหลของทะไลลามะในวัยเด็กที่มีต่อเครื่องยนต์กลไก หรือความสงสัยต่อประเพณีทางศาสนาที่มีมากมาย “คุนดุน” ซึ่งถ่ายทำในประเทศโมร็อคโค เป็นเหมือนภาพจำลองเหตุการณ์ที่จะทำให้ผู้ชมทุกคนลุกออกไปพร้อมกับความเศร้า เสียดายต่อสิ่งมีค่าที่ถูกฝังไว้ในธิเบต


วันพุธที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

บทความภาพยนตร์และมานุษยวิทยา

บทความภาพยนตร์และมานุษยวิทยา

1.กำเนิดปฏิบัติการภาพยนตร์ ชาติพันธุ์: การเดินทางจากอดีตสู่เส้นทาง ในอนาคต
2. พรรณนาความชาติพันธุ์ ว่าด้วยภาพ
3. การผลิตภาพยนตร์ชาติพันธุ์ช่วงหลังสงครามในเยอรมนีเปเตอร์ ฟูชส์ (Peter Fuchs) สถาบันการผลิตภาพยนตร์ทางวิชาการ (IWF) และสารานุกรมภาพยนตร์ (Encyclopaedia Cinematographica)
4. วงโคจรของความทรงจำ : ภาพยนตร์สารคดีและการส่งผ่านพยาน (ตอนที่ 1)
5. วงโคจรของความทรงจำ : ภาพยนตร์สารคดีและการส่งผ่านพยาน (ตอนที่ 2)

ที่มา http://www.sac.or.th/web2007/article/index.php?p=film

บทสนทนาสั้นๆ ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ศิลปะคืออะไร เราเป็นประเทศโบราณก็จริงหากแต่ก็ต้องการเกิดใหม่เป็นสังคมที่คนมีการศึกษา เพราะฉะนั้น การสื่อความหมายเรื่องของชีวิต เรื่องความเป็นอยู่ เรื่องความคิดความอ่าน เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งมันผ่านมาทางสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ เช่น ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วรรณกรรม และดนตรี

สิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าสื่อกลางที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมายทีนี้ ถ้าศิลปะทำให้ชีวิตเรามีความหมายก็ต้องมีการส่งเสริม เราเองต้องการให้หอศิลป์ฯแห่งนี้เป็นพื้นที่ในการสร้างสิ่งเหล่านั้นให้แก่สังคม

เรื่องเหล่านี้ต่างชาติเริ่มมีมาตั้งแต่ 500 ปีก่อน อย่างอังกฤษก็มีเชคเสปียร์ คนพากันไปดูละคร ถึงปัจจุบันมีเล่นกันเป็นร้อยรอบ หลายร้อยโปรดักชั่น แต่เขาก็ยังเล่นเชคเสปียร์ได้ ของเรากว่าจะเริ่มเขียนนวนิยายก็สมัยคุณปู่ เรามีนวนิยายกี่เรื่อง มีงานศิลปะบนผืนผ้าใบนี่กี่ชิ้น เพราะฉะนั้น ที่นี่น่าจะเป็นที่สร้างภูมิปัญญาขึ้นมาสำหรับคนสมัยนี้ ซึ่งเราต้องทำให้มันพอกพูนขึ้นไป เรามีเวลาสร้างอีกเป็นร้อยปี ปัญหาคือ บางทีเราชอบไปเอาของฝรั่งมา ไปลอกเขา ซึ่งมันไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่ เราควรมาช่วยกันสร้างเนื้อหาของเราขึ้นมาเอง มันจะได้มีความหมาย นอกจากนี้ สมัยก่อน คนทำพอทำเสร็จก็ดูกันเอง แต่เราบอกว่าคนทั่วไปควรได้ดูด้วย เพราะมันจะเป็นงานวัฒนธรรมไม่ได้เลยถ้าทำเพื่อคนส่วนน้อย เราต้องการให้ศิลปะอยู่ในครรลองของสังคม นั่นคือเหตุผลที่เราตั้งอยู่ตรงนี้ ตรงใจกลางเมือง
http://www.onopen.com/coffee-open/09-12-01/5163

วันอาทิตย์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓

หนังไทยในความหมายทางวัฒนธรรม

หลอน รัก สับสน ในหนังไทย : ภาพยนตร์ไทยในรอบสามทศวรรษ (พ.ศ. 2520-2547) / กำจร หลุยยะพงศ์ และ สมสุข หินวิมาน / สำนักพิมพ์ศยาม, พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2552]

งานวิจัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมร่วมสมัยโดยเฉพาะในสายบันเทิงที่อยู่ในกระแสนิยมของสังคมมีไม่มากนัก ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญสาขาหนึ่งในปัจจุบัน จะมีบ้างก็มักจะเป็นการศึกษาย้อนหลังในเชิงประวัติความเป็นมา เมื่อไม่มีการศึกษาอย่างเพียงพอก็จะขาดองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ การพัฒนาเนื้องานในสายวิชาชีพนั้นๆ ก็จะไม่มีพื้นฐานที่กว้างขวางหยั่งลึกรองรับ ต้องใช้วิธีคาดเดา ลอกเลียน หรือเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่อยู่เสมอ

หนังสือวิชาการชื่อยาวๆ “หลอน รัก สับสน ในหนังไทย : ภาพยนตร์ไทยในรอบสามทศวรรษ (พ.ศ. 2520-2547) กรณีศึกษาตระกูลหนังผี หนังรัก และหนังยุคหลังสมัยใหม่” ของ กำจร หลุยยะพงศ์ และ สมสุข หินวิมาน เป็นผลผลิตจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นการศึกษาภาพยนตร์ แต่ก็ต้องไปอิงอยู่กับโครงการวิจัยเกี่ยวกับวรรณกรรม เพราะในที่นี้หนังก็เป็นเรื่องเล่าประเภทหนึ่ง

ทางผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาในสาย “วัฒนธรรมศึกษา” (Cultural Studies) ซึ่งสนใจมิติในเชิงความหมายที่ประกอบสร้างขึ้นมาในสื่อนั้นๆ จะต่างจากการศึกษาในเชิงคุณค่าทางสุนทรียะหรือคุณค่าทางสังคม ซึ่งมักจะมุ่งเน้นไปที่หนังที่มีความดีเด่นในด้านศิลปะภาพยนตร์ หรือมีเนื้อหาสะท้อนสภาพสังคม ขณะที่หนังซึ่งให้ความบันเทิงและอยู่ในความนิยมของคนส่วนใหญ่มักจะถูกมองข้าม และไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา แต่การวิจัยในสายนี้จะสนใจโครงสร้างความคิดที่แฝงอยู่ในหนังทุกประเภท เพราะแต่ละโครงสร้างล้วนสะท้อนความเป็นจริงในสังคมเช่นกัน

งานวิจัยนี้จึงเลือกศึกษาหนังใน 3 ตระกูลที่แตกต่างกัน คือ หนังผี หนังรัก และหนังแนว เพื่อแสดงให้เห็นโดรงสร้างความหมายที่ประกอบสร้างขึ้นมาในหนังแต่ละประเภท อันสะท้อนความเป็นไปของสังคมอีกชั้นหนึ่ง “หนังแนว” หรือ “หนังทางเลือก” หรือ “หนังยุคหลังสมัยใหม่” อาจเป็นที่สนใจของนักวิจารณ์ นักวิชาการ ตลอดจนได้รางวัลในระดับโลกบ้าง เพราะยังถือความก้าวหน้าในศิลปะภาพยนตร์เป็นสำคัญ แต่หนังผีและหนังรักอาจจะมีการประเมินค่าน้อย และเห็นเป็นแค่ความบันเทิงในเชิงพาณิชย์ศิลป์เท่านั้น แต่การวิจัยในแนวทางนี้กลับมองเห็นคุณค่าของความหมายทางวัฒนธรรม โดยเบื้องต้นเห็นว่า “หนังผีเป็นตัวแทนของอดีต หนังรักเป็นตัวแทนของวิถีชีวิตปัจจุบัน และหนังยุคหลังสมัยใหม่เป็นตัวแทนของยุคหลังสมัยใหม่”

หนังที่ผู้วิจัยเลือกมาอยู่ใน 3 ทศวรรษ คือระหว่างทศวรรษ 2520-40 และยังสะท้อนถ่ายให้เห็นสภาพแวดล้อมของสังคมไทยในแต่ละช่วงเวลาด้วย ซึ่งหนังก็พัฒนาไปอย่างสอดคล้องกับสังคม ทั้งเฟื่องฟูและฟุบแฟบตามสภาพเศรษฐกิจ และแปรเปลี่ยนตามลักษณะการบริโภคสื่อ เนื้อหาจะออกไปทางฟุ้งฝันหลีกหนีความจริง หรือสะท้อนปัญหา ล้วนเกี่ยวเนื่องกับการเมืองและความขัดแย้งในสังคม

ทางผู้วิจัยชี้แจงว่า การศึกษาตามตระกูลของหนัง (genre) น่าจะเหมาะกับหนังไทย เพราะหนังไทยมีเป้าหมายทางการตลาดมากกว่าการแสดงอัตลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สร้างงาน เพราะฉะนั้นแนวทางการศึกษาผลงานโดยรวมของผู้สร้างงาน (Auteur theory) จึงอาจจะไม่เพียงพอ นอกจากนี้ก็ยังทำให้มองข้ามความสำคัญของผู้ชมและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งระบบด้วย ซึ่งมีส่วนไม่น้อยในการกำหนดทิศทางของหนัง

อย่างเช่นลักษณะของหนังไทยในยุคแรก ยังมีร่องรอยของมหรสพการแสดงที่คนไทยคุ้นเคยอยู่มาก ความไม่สมจริงที่ปรากฏเป็นเพราะคนไทยแต่เก่าก่อนแยกโลกของการแสดงออกจากโลกของความเป็นจริง พระเอกและนางเอกจึงต้องดูดีโดดเด่นอยู่เสมอ เหมือนโขนละครหรือลิเก เพราะที่เห็นนั้นเป็นภาพแทนของความดีงามผ่องพิสุทธิ์ที่อยู่ภายในตน ต่อเมื่อสังคมเริ่มก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่ต้องการเหตุผลเป็นบรรทัดฐาน หนังไทยก็ต้องมีความสมจริงมากขึ้น ตามค่านิยมความเชื่อที่เปลี่ยนไป

สายตาดังกล่าวเมื่อมามองหนังผีไทยก็จะสังเกตเห็นคุณค่าที่ไม่มีในที่อื่นว่า “เมื่อเปรียบเทียบกับ ‘หนังผีเทศ’ ที่มักเน้นไปที่ความสยองขวัญและมีรูปลักษณ์ที่จำกัดไม่กี่ประเภท แต่ ‘หนังผีไทย’ กลับเป็นศิลปะที่ได้รับการสร้างขึ้นจากคลังของทุนวัฒนธรรมความเชื่อที่ตกผลึกผ่านกาลเวลามาช้านาน” (หน้า 57)

แต่ความนิยมของหนังผีในสังคมสมัยใหม่ของไทยก็บ่งบอกถึงสภาพความเป็นไปบางด้านเช่นกัน “ความเจริญงอกงามของผีตั้งแต่ในทศวรรษที่ 2530 อาจแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์การที่สังคมไทยกำลังเดินทางไปสู่สังคมแบบทันสมัยก้าวหน้า แต่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อมั่น ไม่มั่นใจ ไม่มั่นคง” (หน้า 114)

เช่นเดียวกับหนังรักที่สะท้อนความรู้สึกของผู้คนในสังคมทุนนิยม ขณะที่ระบบเศรษฐกิจทำให้มนุษย์กลายเป็นเพียงเครื่องจักรที่แปลกแยกกับตัวเองและคนอื่น ความรู้สึกถวิลหาความรักอันเป็นตัวแทนของความสุขนิรันดรกลายเป็นสินค้าขายดีในสื่อแทบทุกประเภท ความรักที่ปรากฏในภาพยนตร์จึงเป็นทั้งการหลีกหนีและการขบถต่อชีวิตประจำวันอันจำเจ ทางผู้วิจัยแยกแยะความรักในหนังแต่ละช่วงเวลาไว้ว่า “ยุคแรก หนังรักกับครอบครัว ยุคที่สอง หนังรักในสังคมทันสมัย และยุคที่สาม หนังรักกับการโหยหาอดีตในภาวะหลังเศรษฐกิจล่มสลาย” (หน้า 142)

พอเข้าสู่ทศวรรษ 2540 หลังการพลิกกลับของภาวะ “หนังไทยตายแล้ว” อันเป็นผลจากการเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมในระบบเก่า และการปรับเปลี่ยนเพื่อแสวงหาช่องทางตลาด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือมีคนทำหนังคลื่นลูกใหม่มาถึงพร้อมกับความแตกต่างหลากหลาย แปลกประหลาดซับซ้อนไปจนถึงสับสนวนเวียน เช่น หนังของ นนทรีย์ นิมิบุตร, เป็นเอก รัตนเรือง, วิสิษฐ์ ศาสนเที่ยง, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ฯลฯ

จากโครงเรื่องและมิติเวลาที่ซับซ้อนสับสนในหนัง ทางผู้วิจัยวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะวิกฤตในสังคมยุคหลังสมัยใหม่สร้างปัญหาต่อภาวะจิตใจของผู้คนเป็นอันมาก และการเยียวยาเบื้องต้นก็คือการยอกย้อนต่อสิ่งที่กดทับตัวเอง เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณที่หายไปกลับคืนมา เพราะฉะนั้นหนังแนวจึงพยายามปฏิเสธกรอบเกณฑ์แต่เดิม แล้วพลิกแพลงด้วยส่วนผสมที่แปลกประหลาดหลากหลาย เพื่อควานหาอรรถรสใหม่อยู่เสมอ
แต่ผู้วิจัยก็ยังเห็นว่า “หนังเกือบทุกเรื่องนำเสนอให้เห็นมิติของปัจเจกบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งสู่ปัญหาภายในจิตใจของตัวละคร” (หน้า 238)

ท้ายแล้วหนังทั้ง 3 ตระกูลอาจไม่แยกขาดออกจากกัน หรือซ้อนเหลื่อมกันไม่น้อย เพราะผู้วิจัยค้นพบว่า หนังในแต่ละตระกูลมักจะเชื่อมประสานหรือผสมปนเปเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการสืบทอดต่อเนื่อง (convention) และการแตกออกในลักษณะนวัตกรรม (invention) ควบคู่กัน อันบ่งบอกถึงความไม่หยุดนิ่งตายตัว และแน่นอนว่าความหมายก็จะหลากเลื่อนไม่แน่นอนด้วยหากการไม่หยุดนิ่งคือนิยามของชีวิต หนังไทยก็มีชีวิตชีวาในฐานะภาพมายาแทนความฝันของผู้คนเสมอมา.

ที่มา http://www.nokbook.com/book_movie.html


http://socio.tu.ac.th/download/outline/B_outline/2/SO350_2.pdf
http://www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/thapra/Saksit_Somanat/Chapter2.pdf
http://mansci.tru.ac.th/UserFiles/File/fino_km.pdf

วันเสาร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓

ความดี ความงาม ความรัก
















G Em Am D7 G
อาจเป็นเพราะเรา คู่กันมาแต่ชาติไหน
C Bm Am D7 G
จะรัก รักเธอตลอดไป เป็นลมหายใจของกันและกัน

เพลงลมหายใจของกันและกันนี้ได้แรงบันดาลใจจาก ส. อาสนจินดา จาก รายการคู่ทรหด เมื่อสิบกว่าปีก่อนผมตั้งใจขึ้นประโยคแรกของเพลงให้เป็นเรื่องราวของบุพเพสันนิวาสหน่อย คู่กันมาแล้วหลายชาติ เป็นความโรแมนติกแบบไทยๆ เขียนเสร็จท่อนเดียวแล้วก็ไม่รู้จะเขียนอะไรอีก ก็มันหมดแล้ว

มีคนนำเพลงนี้ไปใช้ในงานแต่งงานเยอะมากยุคหนึ่ง จนแทบจะเป็นกลายเป็นเพลงสามัญประจำงานแต่งงานไปเลย แล้วก็มีคนขอร้องให้ผมเขียนให้เพลงยาวกว่านี้จะได้ไปร้องไปเล่นกันได้ หรือเอาไปอัดลงอัลบั้มกันได้ ผมก็บอกไม่รู้จะเขียนอะไรอีก มีแค่นี้ มันจบมันลงตัวแค่นี้
ประภาส ชลศรานนท์

















ขอบคุณที่มีเพลงดีๆอย่างนี้ เพลงนี้เป็นเพลงสั้นๆ แต่กลืนกินหัวใจผู้คนมายาวนาน และเป็นความทรงจำดีๆของแม่อ้อกะพ่อเป้มา 13 ปีแล้วนะ
รักน้องป่านกะแม่อ้อ

click
http://www.youtube.com/watch?v=-lSpf88L7Rk