วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

Postmodern Culture & Postmodern Theory

Differentiating Between Postmodern Culture & Postmodern Theory

The statement "we are living in postmodern times" has almost become cliche in today's society. Even most of postmodernism's strongest opponents quickly acknowledge this. However, it is much less clear what is meant by this statement. In correctly understanding postmodernism, this issue must be addressed.

Postmodern Culture. The statement that we are living in postmodern times is an acknowledgement of postmodernism's influence on contemporary culture. It is not, however, stating that postmodernism as a theory has been commonly accepted. We see the influences of postmodernism all around us. It can be seen in popular movies like The Matrix and popular music such as the Indigo Girls' song Closer to Fine. There is something about postmodernism that people are resonating with, even if only at an unconscious level. However, we can still see modernism abounding in large scale dominance in much of culture, too.

Nietzsche had much to say about such trends. In his view, paradigm changes are often first seen in arts long before the rest of the culture. Art may even play an important role in bringing about these changes. However, art reaches the unconscious of individuals and cultures long before it dwells in the conscious. Postmodernism dominates the unconscious expressions of many individuals and aspects of our culture despite the conscious questioning, fears, and resistance.
Postmodern Theory. Postmodernism can be seen in cultural trends; however, it is not yet the dominant philosophical or epistemological paradigm. When speaking of postmodern theory, we are referring to the more solid beliefs and approaches to knowledge that are espoused by individuals and groups. When we discuss the realm of theory we are entering the conscious realms. The applications of the theory are more intentional.

The field of psychology provides a good example of this. New articles and psychological orientations espouse a postmodern approach. There is also a recognition of postmodern influences on culture. However, psychology is still trying to prove itself as a modernistic science. Modern science is based upon the principles of Newtonian physics and a belief in an objective, knowable truth. Postmodernism is build off the principles of the new sciences including quantum physics and chaos theory which maintain a skepticism about about objective truth and our ability to know it.

When examining the various academic and intellectual fields, most are moving into postmodernism (see Postmodernism and the Academic Disciplines). Strong postmodern movements can be seen in the hard sciences (quantum physics), anthropology, sociology, education, and religion/theology. Popular culture is edging closer to postmodernism. The movement of psychology further in the direction of modernism and Newtonian science while the rest of the academic disciplines and culture moving toward postmodernism presents a precarious situation. This is not to say that psychology should uncritically accept postmodernism or even agree with the primary principles. However, it is important for psychology to begin to dialogue with postmodernism at a deeper level than what is commonly seen at this point. Currently, postmodern dialogues occur in more specialized settings or theories instead of engagement in dialogues on a broader scale.
Relating and Confusing Postmodern Thoery and Postmodern Culture
The connection between postmodern theory and postmodern culture should be evident. The philosophical untertones of the times always impact the culture at large. However, it is also a mistake to equate them as being identical. There are many reasons for this; two of which will be discussed here. First, popular culture often distorts and simplifies the philosophy. In popular culture, postmodernism often appears as relativism instead of a complex approach to knowing. Second, at the cultural level paradigms often get inconsistently intermixed.

One of the most common errors that I have seen in critiques of postmodernism involves confusing postmodern culture and postmodern theory. In other words, they confuse postmodern cultural trends with postmodernism.

Another Buster Keaton film >>3 very post modern, a film within a film, they don't even tell a story this good with millions of dollars of special effects.http://www.imdb.com/title/tt0015324/ (8.5/10)



วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒


In 1972, a scale of measurement was established for alien encounters. When a UFO is sighted, it is called an encounter of the first kind. When evidence is collected, it is known as an encounter of the second kind. When contact is made with extraterrestrials, it is the third kind. The next level, abduction, is the fourth kind. This encounter has been the most difficult to document...until now.

Structured unlike any film before it, The Fourth Kind is a provocative thriller set in modern-day Nome, Alaska, where, mysteriously since the 1960s, a disproportionate number of the population has been reported missing every year. Despite multiple FBI investigations of the region, the truth has never been discovered.

Here in this remote region, psychologist Dr. Abigail Tyler (Milla Jovovich) began videotaping sessions with traumatized patients and unwittingly discovered some of the most disturbing evidence of alien abduction ever documented.

Using never-before-seen archival footage that is integrated into the film, The Fourth Kind exposes the terrified revelations of multiple witnesses. Their accounts of being visited by alien figures all share disturbingly identical details, the validity of which is investigated throughout the film.

ประเด็นหนังที่สร้างเหตุการณ์จริงนั้นอาจเป็นอีกเรื่องเลย เมื่อพูดถึงสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่เดินทางมายังโลกเพื่อลักพาตัวมนุษย์ไปทำอะไรบางสิ่ง แล้วสามารถกลับมาเล่าเหตุการณ์ให้ทุกคนฟัง The Fourth Kind คือภาพยนตร์ทริลเลอร์/สั่นประสาทที่ถูก "สร้างจากเหตุการณ์จริง"

The Fourth Kind ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของโลก ที่ใช้ฟุตเทจจากหลักฐานจริงซึ่งถูกบันทึกไว้โดย ด็อกเตอร์ อบิเกล ไทเลอร์ จิตแพทย์ผู้รักษาคนไข้ ที่ได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจจากบางสิ่ง มาผสมผสานกับภาพยนตร์ที่ถูกถ่ายทำขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้ มิลล่า โจโววิช นักแสดงสาวจาก Resident Evil ทั้ง 3 ภาค เข้ามารับบทเป็นด็อกเตอร์ อบิเกล
โจโววิช เล่าถึงการทำงานในโปรเจกต์นี้ว่า "นี่เป็นหนังทริลเลอร์แนวจิตวิทยาที่ถูกสร้างจากเรื่องจริง และมันยังมีความน่ากลัวอยู่เป็นระยะ อารมณ์ความรู้สึกของคุณจะเตลิดไปพร้อมกับผู้หญิงคนนี้ เพราะมีหลายสิ่งที่หาคำอธิบายไม่ได้เกิดขึ้นรอบตัวเธอ ซึ่งเธอก็เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไม่มีทางเลือก ฉันคิดว่านี่เป็นตัวละครที่น่าสนใจ ในการเปลี่ยนแปลงจากคนที่มีความคิดอยู่ในกรอบของสภาพความเป็นจริง ไปสู่คนที่เชื่ออย่างเต็มที่ในปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ" โดยชื่อหนัง The Fourth Kind นั้น ถูกอ้างอิงมาจาก ศาสตราจารย์ เจ อัลเลน ไฮเน็ค นักวิทยาศาสตร์ที่ได้ให้คำนิยามถึงระดับความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยแบ่งเป็น ระดับ 1 "การเห็น", ระดับ 2 "การค้นพบ", ระดับ 3 "การติดต่อ" และระดับสุดท้าย "การลักพาตัว" ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เจาะลึกลงไปถึงระดับนี้
ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2000 กลุ่มคนไข้ของจิตแพทย์สาวคนนี้ ได้รับการบำบัดโดยการสะกดจิตลึก ซึ่งปฏิกริยาตอบรับก็เผยให้เห็นถึงพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตต่างดาว โดยพวกเขาทุกคนจะเล่าว่าเห็นนกฮูกสีขาวอยู่ภายนอกหน้าต่าง พวกเขาตื่นขึ้นมาแต่ไม่สามารถขยับตัวเหมือนร่างกายเป็นอัมพาต จากนั้นพวกเขาได้ยินเสียงที่น่าสะพรึงกลัวจากสิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านนอกประตู ก่อนที่ผู้บุกรุกจะเข้ามาดึงร่างออกไปจากห้อง ซึ่งหลังจากนั้นความทรงจำของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นสีดำมืด

เมื่อจิตแพทย์สาวคนนั้นสำรวจลงไปในเรื่องเหตุการณ์พิศวง เธอค้นพบถึงประวัติศาสตร์การหายตัวไปของผู้คนในระแวกนี้ รวมถึงกิจกรรมที่แปลกประหลาดของคนที่อ้างว่าเคยถูกลักพาตัวไป ซึ่งย้อนกลับใปตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 60 โดยยิ่งขุดลงไปถึงต้นตอมากเท่าไร ก็ทำให้เธอยิ่งเชื่อในเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เรื่องราวจากปากคำของเหยื่อไม่ใช่ความทรงจำที่ถูกแต่งขึ้น หากแต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่บอกได้ถึงการถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาว

ระดับแรก “การเห็น”
เหตุการณ์การเห็นวัตถุลึกลับเกิดขึ้นในรัฐอลาสก้าหลายครั้ง เช่นในเดือนกุมภาพันธ์ปีค.ศ 1965 เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศและลูกเรือสหรัฐ ได้เดินทางจากท่าอากาศยานในอลาสก้าไปยังประเทศญี่ปุ่น ทันใดนั้นเรดาร์พวกเขาก็จับสัญญาณของสิ่งแปลกปลอมขนาดมหึมาได้สามลำที่ว่ากันว่าเตือยูเอฟโอ โดยพวกมันได้บินผ่านเครื่องบินเจ็ต F-169 ผ่านน่านน้ำแปซิฟิก และหายไปด้วยความเร็วที่มากกว่า 1500 ไมล์ ต่อชั่วโมง

ในปีค.ศ. 1972 พันเอกพิเศษแห่งของกองทัพอากาศสหรัฐ เวนเดลล์ ซี สตีเว่นส์ ได้ให้ปากคำถึงภาพฟุตเตจของยูเอฟโอเหนือน่านฟ้าอลาสก้าที่ถูกบันทึกเอาไว้ และการหายตัวไปอย่างลึกลับของสมาชิกวุฒิสภา นิค เบจิส ที่เขาเล่าว่าเป็นการแทรกแซงของสิ่งมีชีวิตนอกโลก

เดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ. 1986 เครื่องบินเดินทางออกจากชายแห่งของเมืองแองเคอเรจ โดยมีกัปตันเคนจู เทราอุชิ และลูกเรือของแจแปน แอร์ไลน์ เที่ยวบิน 1628 ได้บอกเป็นเสียงเดียวกันถึงยานบินไม่ระบุสัญชาติ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินพาณิชย์ถึงสองเท่า โดยคำให้การของพวกเขาก็ยังได้รับการสนับสนุนจากสัญญาณเรดาร์

เหตุการณ์ที่น่าสนใจอีกเหตุการณ์หนึ่ง และเป็นประสบการณ์ของ จอห์น คาลาแฮน อดีตหัวหน้าฝ่ายสืบสวนอุบัติเหตุ สหพันธ์บริหารการบิน นั่นคือเหตุการณ์เครื่องบินโดยสาร 747 ของสายการบินเจแปน แอไลน์ ถูกยานต่างดาวบินติดตามเหนืออาลาสก้า ถึง 31 นาที โดยกัปตันได้บรรยายว่ามันมีลักษณะเหมือนลูกบอล ที่มีแสงรอบๆ และมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบิน 747 ราว 4 เท่า โดย คาลาแฮน ยังบอกว่าเรดาห์จับภาพมันได้อีกด้วย

ระดับสอง “การค้นพบ”
หลักฐานของสิ่งมีชีวิตนอกโลกมีมาตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย ซึ่งถูกจารึกอยู่ในแผ่นดินช่วงยุคสมัยของชาวสุเมเรียน (ประมาณ 3500 ปีก่อนคริสตกาล) โดยคำว่า Anunnaki (อ่านว่า AN.AN.NA.KI) ซึ่งเป็นภาษาสุเมเรียน แปลว่าพระเจ้าผู้ลงมาจากเบื้องบน Annunaki คือเหล่าเทพเจ้าของชาวสุเมเรียนโบราณ ชนชาติที่เจริญแล้วซึ่งอารยธรรมอย่างน่าพิศวง ต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมทั้งปวงของมนุษยชาติ และมีอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีที่มาที่ไป

ไม่มีใครบอกได้ว่าชาวสุเมเรียนโบราณเอาวิทยาการและเทคโนโลยีเหล่านั้นมาจากไหน ยกเว้นแต่จารึกโบราณของพวกเขาที่ระบุเอาไว้ว่า “มาจากพระเจ้า” หรือ Anunnaki คำตอบมีอยู่ในจารึก “คิวนิฟอร์ม” ของชาวสุเมเรียน ก็คือพระเจ้าของพวกเขาเดินทางมาจากดาวเคราะห์ดวงที่สิบสองของระบบสุริยะ หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Planet X ชาวสุเมเรียนเรียกดาวเคราะห์ดวงนั้นว่า Nibiru

เป็นน่าพิศวงที่คนโบราณเมื่อเกือบหมื่นปีก่อนรู้จักดาวเคราะห์ที่พวกเราไม่รู้จัก แต่คนโบราณเมื่อหมื่นกว่าปีก่อนกลับรู้จักดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะ แถมคำนวณวงโคจรของมันได้ถูกต้องเสียอีก แถมพวกเขายังรู้จักกำเนิดของโลก อุบัติการการเฉี่ยวชนระหว่างดาวเคราะห์ชื่อ TIAMAT กับ MARDUK/NIBIRU จนก่อให้เกิดโลกของเราในปัจจุบันขึ้น สามารถอธิบายต้นกำเนิดของ Asteroid Belt ที่กั้นระหว่างดาวเคราะห์ชั้นในกับชั้นนอกของระบบสุริยะได้อย่างน่าพิศวงที่สุด และทั้งหมดนี้พวกเขาได้รับความรู้มาจาก Anunnaki หรือ “พระเจ้าจากอวกาศ

ระดับสาม “การติดต่อ”
บรรดาผู้ที่สนใจหรือฝักใฝ่ในเรื่องยูเอฟโอต่างเชื่อมั่นว่า มียานอวกาศลึกลับบินมาตกในบริเวณป่าใกล้กับเมืองเคกส์เบิร์ก (Kecksburg) รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1969 ประจักษ์พยานนับพันคนทั้งในรัฐเพนซิลเวเนียและรัฐใกล้เคียง เช่น มิชิแกน, โอไฮโอ หรือออนทรีโอในแคนาดา ต่างก็เห็นกับตาว่ามีวัตถุสุกสว่างขนาดใหญ่บินผ่านท้องฟ้าเหนือบริเวณที่พวกเขาอยู่ และไปตกพร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่นทางตะวันตกของรัฐเพนซิลเวเนีย
หลังจากนั้นกองทัพสหรัฐฯ ก็ระดมกำลังตรวจสอบพื้นที่บริเวณนั้นและปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้ที่เกิดเหตุ แต่หลังจากค้นหากันอยู่นาน นายทหารที่ร่วมค้นหาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของนาซาก็ออกมาบอกว่าไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้นในบริเวณดังกล่าว พร้อมกับมีรายงานออกมาว่าเป็นเพียงแค่สะเก็ดดาวตกลงมาเท่านั้น

อย่างไรก็ดี มีพยานในที่เกิดเหตุหลายคนยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่นำรถบรรทุกมาขนวัตถุขนาดใหญ่พอๆ กับรถเต่า (โฟล์คสวาเกน) และมีลักษณะคล้ายกับผลต้นโอ๊กออกจากบริเวณที่เกิดเหตุในค่ำคืนวันนั้น โดยสิบเอก คลิฟฟอร์ด สโตน อดีตทหารบกกองทัพสหรัฐ เป็นอีกคนหนึ่งที่บอกว่า เขาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยานต่างดาวตกที่เพนซิลเวเนียในครั้งนั้น และยังมีมนุษย์ต่างดาวที่รอดชีวิตอยู่ด้วย แต่รัฐบาลก็ตัดสินใจปกปิดเรื่องนี้ โดย สโตน ยังบอกว่าเผ่าพันธ์ มนุษย์ต่างดาวมีถึง 57 สปีซี่ และหลายสปีซี่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์

กรณีนี้คล้ายกับการพบซากยูเอฟโอ และมนุษย์ต่างดาวอันโด่งดังในเมืองรอสเวลล์เมื่อเดือน ก.ค. ปี 2490 จึงมีการเรียกชื่อเหตุการณ์ยูเอฟโอตกในรัฐเพนซิลเวเนียครั้งนั้นว่า “เหตุการณ์รอสเวลล์ที่เพนซิลเวเนียส์” (Pennsylvania's Roswell)

ระดับสี่ “การลักพาตัว”
การลักพาตัว เบตตี้ และ บาร์นีย์ ฮิลส์ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึก เกี่ยวกับการถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาว โดยเรื่องเกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 1961 ขณะที่ เบตตี้ และ บาร์นีย์ สองสามีภรรยาขับรถผ่านแดนทะเลทรายของรัฐนิวแฮมเชียร์ จู่ๆก็มียานอวกาศลึกลับแล่นขวางหน้า และบังคับให้สองสามีภรรยาคู่นี้หยุดรถ
สิ่งมีชีวิตในยานนั้นมีอยู่ 5 คน (ตัว) สูง 5 ฟุต ตาโต ไม่มีจมูก และผิวหนังสีเทา เมื่อคนพวกนี้มาใกล้ สองสามีภรรยาก็รู้สึกเหมือนสะกดจิต ทั้งคู่ถูกนำตัวเข้าไปในยานและถูกตรวจสอบทางกายภาพ มนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นสอบถามสองสามีภรรยาโดยใช้พลังจิต แต่เมื่อเขาพูดกันเองก็พูดด้วยภาษาแปลกประหลาด

คนทั้งสองเปิดเผยภายใต้สภาวะสะกดจิตเหมือนๆ กันว่า รู้สึกกลัวจับใจเมื่อได้เห็นสิ่งที่เชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวมุ่งหน้าเข้ามาหา แต่ไม่สามารถขยับเนื้อขยับตัวเพื่อหลบหนีจากที่เกิดเหตุได้ บรรดาคนที่เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ประหลาดเหล่านี้บอกว่า ถ้าไม่รู้สึกหมดเรี่ยวแรงก็จะรู้สึกเหมือนเป็นอัมพาตชั่วคราวไปทั้งตัว ไม่มีปัญญาแม้แต่จะขยับแขนขยับขา นอกเหนือจากสภาพหมดปัญญาจะหลบหนีแล้ว เหยื่อยังอาจถูกบังคับให้ทำอย่างหนึ่งอย่างใดด้วย เช่น กรณีของ บาร์นีย์ ที่บอกว่าเขารู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ก้าวลงจากรถ และทันทีที่เท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้น สิ่งมีชีวิตประหลาด 2 ราย ก็ตรงเข้ามาขนาบข้าง ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกผ่อนคลายไปทั่วร่างทั้งๆ ที่ในใจยังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอยู่เต็มเปี่ยม

เบตตี้ ฮิลล์ บอกว่า ผู้ที่จับตัวเธอมาเก็บตัวอย่างผิวหนังจากต้นแขน เก็บผม ขี้หู และตัดเล็บไปทดสอบ และถูกตรวจสอบภายในร่างกายด้วยเครื่องมือที่เหมือนเป็นท่อหรือสายไฟ ส่วนปลายเป็นเข็มยาวสอดเข้าไปในช่องคลอด ซึ่ง เบตตี้ ฮิลล์ ได้รับคำบอกจากผู้ที่ลักพาตัวเธอว่าเป็นการ "ทดสอบความสามารถในการตั้งครรภ์" นั่นเอง

จากนั้นทั้ง เบตตี้ และ บาร์นีย์ ก็ถูกลบความทรงจำ และถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งภายหลังสองสามีภรรยาคู่นี้ถูกสะกดจิต ทั้งคู่ก็เล่าเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด จนเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก และได้ออกโทรทัศน์รายการพิเศษในปี 1975

สารคดียอดเยี่ยม UNESCO AWARD ส่งเสริมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

"รางวัล Asia Pacific Screen Awards ครั้งที่ 3" อย่างที่ทราบ มีหนังไทย 2 เรื่องคือ "พลเมืองจูหลิง" และ "สวรรค์บ้านนา" เข้าชิงรางวัล "หนังสารคดียอดเยี่ยม" และ "กำกับภาพยอดเยี่ยม" (ตามลำดับ)แม้ทั้งสองเรื่องจะไม่ได้รางวัลในสาขาที่ตนเข้าชิง แต่เรื่อง "สวรรค์บ้านนา" ของผู้กำกับ "อุรุพงษ์ รักษาสัตย์" ก็ได้รับรางวัลพิเศษ UNESCO AWARD (หนังส่งเสริมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรม)

Thailand’s Sawan Baan Na (Agrarian Utopia) won the UNESCO Award for outstanding contribution to the promotion and preservation of cultural diversity through film and the Award was accepted by the filmmaker, Uruphong Raksasad. This is the first year that Thailand has been nominated in the APSAs

- Polamuang Juling (Citizen Juling), Thailand, Produced by Ing K, Manit Sriwanichpoom and Kraisak Choonhavan- Hashmatsa (Defamation), Israel / Austria / Denmark / USA, Produced by Knut Ogris, Karoline Leth, Sandra Itkoff and Philippa Kowarsky
- Gandhi's Children, Australia, Produced by David MacDougall
- L'important, c'est de Rester Vivant (Survive, In the Heart of the Khmer Rouge Madness), Cambodia / France, Produced by Gerard Lacroix, Leslie F. Grunberg, Gerard Pont, Co-Produced by Rosane Chan, Antoine Martin
- Seishin (Mental), Japan / USA, Produced by Kazuhiro SodaACHIEVEMENT IN

- Uruphong Raksasad for Sawan Baan Na (Agrarian Utopia), Thailand
- Cao Yu for Nanjing! Nanjing! (City of Life and Death), People’s Republic of China
- Ali Mohammad Ghasemi for Cheraghi Dar Meh (A Light in the Fog), Islamic Republic of Iran
- Alisher Khamidhodjaev and Maxim Drozdov for Bumaznyj Soldat (Paper Soldier), Russian Federation
- Alexei Arsentiev for Volchok (Wolfy), Russian Federation

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่โกลด์ โคสต์ เมืองบริสเบน รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ได้มีการจัดงานประกาศรางวัล "เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์" ประจำปี พ.ศ.2552 ซึ่งมีภาพยนตร์ไทยนอกกระแสสองเรื่องได้เข้าชิงรางวัลในครั้งนี้ด้วย ได้แก่ "พลเมืองจูหลิง" ผลงานการกำกับของสมานรัชฎ์ (อิ๋ง) กาญจนะวณิชย์, มานิต ศรีวานิชภูมิ และไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ซึ่งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม และ "สวรรค์บ้านนา" ผลงานการกำกับของอุรุพงษ์ รักษาสัตย์ ซึ่งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ผลปรากฏว่า ภาพยนตร์เรื่องสวรรค์บ้านนาของอุรุพงษ์สามารถคว้ารางวัลพิเศษ "ยูเนสโก อวอร์ด" จากคณะกรรมการไปครอบครอง โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ผลงานภาพยนตร์ที่ส่งเสริมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ เป็นบัณฑิตสาขาภาพยนตร์จากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เกิดมาในครอบครัวชาวนาที่ อ.เทิง จ.เชียงราย ก่อนหน้านี้หนังเรื่องสวรรค์บ้านนาของเขาสามารถคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติมาได้หลายรางวัล หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดภาพชีวิตของชาวนาสองครอบครัวผู้ซึ่งที่นาถูกยึด ต่อมาพวกเขาได้มาร่วมทำนาบนผืนดินเแผ่นเดียวกัน และหวังว่าจะสามารถผ่านชีวิตหนึ่งปีของการทำนาไปได้เหมือนเช่นทุก ๆ ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าไม่ว่าโลก ประเทศ หรือสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน ชาวนาเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถนึกฝันถึงวิถีแห่งความไม่ทุกข์ยากได้ สุดท้ายหนังพยายามตั้งคำถามว่า "เราจะฝันถึงโลกอุดมคติได้อย่างไร ขณะที่ท้องยังหิวอยู่"

ข่าวจาก wisekwai
รายชื่อหนังที่เข้าชิงทั้งหมด (37 เรื่อง จาก 16 ประเทศในภูมิภาค)
ข้อมูลหนัง พลเมืองจูหลิง
เรื่องเล่าจาก อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ (ฉบับอู้กำเมือง)
agarian utopia review



วันอังคารที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

สารคดี Life After People

Life After People is a television special documentary film that premiered on January 21, 2008 on the History Channel.[1] In the program, scientists and other experts speculate about what the Earth, animal life, and plant life might be like if, suddenly, humanity no longer existed, as well as the effect humanity's disappearance might have on the artificial aspects of civilization. Speculation is based upon documented results of the sudden removal of humans from a geographical area and the possible results that would occur if humanity discontinues its maintenance of buildings and urban infrastructure.

If humans were suddenly to disappear, what would happen to our planet - the structures we've built, the everyday items we take for granted, domesticated and wild animals, plants, trees? What would become of the things that define our species and leave our mark on this Earth?
จะด้วยเหตุอันใดก็ตาม!หาคำตอบได้จากภาพยนตร์สารคดีเรื่องพิเศษ "LIFE AFTER PEOPLE " ที่ได้รับความนิยมและมีจำนวนผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การออกอากาศของช่องโทรทัศน์ The History Channel มากถึงกว่า 5.4 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา...สารคดี Life After People
เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อย-หลายพัน-จนถึงหมื่นปี ตึกอาคารสูงระฟ้าขนาดใหญ่หลายแห่งได้ร้างกลายเป็นระบบนิเวศน์ใหม่ที่เต็มไปด้วยนก หนูและพืชพันธุ์นานาชนิดอาศัยอยู่ สัตว์ที่มีขนาดเล็กชนิดใดชนิดหนึ่งอาจสามารถทำลายเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้ายักษ์อย่าง "ฮูเวอร์" ลงได้ แม่น้ำหลายสายจะเอ่อล้นจนท่วมสะพานและตึกรามบ้านช่อง หมีป่าที่เคยอาศัยอยู่ในป่าแถบแคลิฟอร์เนีย และฝูงวัวกระบือต่างพากันอพยพมาอยู่ในพื้นที่ราบขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ...
รถยนต์ของเราจะค่อยสลายและกลายเป็นเศษฝุ่น บ้านของเราจะถูกยึดครองโดยสัตว์ต่างๆ หลักฐานทางประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่มนุษย์เพียรพยายามบันทึกในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพถ่าย ดิจิทัล ฯลฯ จะค่อยๆเลือนหายไป ทุกอย่างจะกลายเป็นฝุ่นผง เหลือไว้เพียงแต่หลักฐานเล็กๆ น้อยๆ ที่บ่งบอกว่ามนุษย์เราเคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้(หรืออาจไม่เหลืออะไรเลย ?)...
ครั้งหนึ่งโลกอาจเคยมีอารยธรรมที่เจริญล้ำสุดขีด(ซึ่งอาจสร้างขึ้นโดยส่งมีชีวิตทรงปัญญาที่ไม่ได้มีหน้าตาแบบมนุษย์เราปัจจุบันก็ได้?) แล้วมีเหตุบางอย่างที่ต้องล่มสลายหายไปจนแทบไม่เห็นซากทำนองเดียวกับที่ DVD ชุดนี้ได้นำเสนอ แล้วโลกก็วิวัฒนาการใหม่จนเกิดสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาแบบมนุษย์(หรือเหนือกว่า?)ขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มต้นพัฒนากันใหม่(อาจมีการต่อยอดจากอารยธรรมมนุษย์เดิม หรืออาจเริ่มใหม่หมด?) พัฒนาไปสู่จุดรุ่งเรืองสุดขีด แล้วก็ล่มสลาย รุ่งเรือง ล่มสลาย หมุนเวียนสลับไปเรื่อยๆไม่จบไม่สิ้น...เพื่ออะไร(ต้องไปถามพระเจ้า)?
In March, a film crew from the History Channel spent the day filming Lacys for the series Life After People. They feature several dog breeds in the series, highlighting just how dependent most canines are on people. But the story of the Lacy is different. A tough breed with the drive and skills to fend for themselves, Lacy Dogs would they have no problem surviving in a world without people.

We got the dogs to pull off some great tricks for the camera, and the original footage will be accompanied by an interview with Jimmy Brooks, the president of the National Lacy Dog Association who has been breeding Lacys for over 50 years.
The series begins in the moments after people disappear. As each day, month, and year passes, the fate of a particular environment, city or theme is disclosed. Special effects, combined with interviews from top experts in the fields of engineering, botany, biology, geology, and archeology provide an unforgettable visual journey through the ultimate hypothetical.
As modern metropolises like New York, Los Angeles, Chicago and Washington DC are ravaged by nature; the series exposes the surprising insights about how they function today. Basing this futuristic world on the surprising history of real locations, already abandoned by man, like a century-old shack in the arctic and an abandoned island that was once the most densely populated place on earth are featured in the series.
In every episode, viewers will witness the epic destruction of iconic structures and buildings, from the Sears Tower, Astrodome, and Chrysler Building to the Sistine Chapel — allowing viewers to learn how they were built and why they were so significant. Big Ben will stop ticking within days; the International Space Station will plummet to earth within a few short years, while historic objects, like the Declaration of Independence and the mummified remains of King Tutankhamen will remain for decades.
The series will also explore the creatures that might take our place. With humans gone, animals will inherit the places where we once lived. Elephants that escape from the LA zoo will thrive in a region once dominated by their ancestors, the wooly mammoth. Alligators will move into sub-tropical cities like Houston, feeding off household pets. Tens of thousands of hogs, domesticated for food, will flourish. In a world without people, new stories of predators, survival and evolution will emerge.
Humans won’t be around forever, and now we can see in detail, for the very first time, the world that will be left behind in Life After People: The Series.

The Devil Came On Horseback


exposes the tragedy taking place in Darfur as seen through the eyes of an American witness who has since returned to the US to take action to stop it.

Using the exclusive photographs and first hand testimony of former U.S. Marine Captain Brian Steidle, THE DEVIL CAME ON HORSEBACK takes the viewer on an emotionally charged journey into the heart of Darfur, Sudan, where an Arab run government is systematically executing a plan to rid the province of it’s black African citizens. As an official military observer, Steidle had access to parts of the country that no journalist could penetrate. He was unprepared for what he would witness and experience, including being fired upon, taken hostage, and being unable to intervene to save the lives of young children. Ultimately frustrated by the inaction of the international community, Steidle resigned and returned to the US to expose the images and stories of lives systematically destroyed.


Download The Devil Came On Horseback official press kit here: DCOH Press Kit [PDF]


Manohla Dargis' review in The New York Times
John Anderson's feature story in The New York Times
New York Times
http://www.variety.com/index.asp?layout=features2007&content=jump&jump=review&dept=berlin&nav=RBerlin&articleid=VE1117932519&cs RottenTomatoes.com
Ain't It Cool News
The Devil Came On Horseback Panel: Mia Farrow Interview
Cinematical Sundance Review: The Devil Came on Horseback
Eye for Film
Cinematical Interview w/Annie Sundberg & Brian Steidle
Hot Docs
Film Threat
Global Media Project
Film Arts Foundation At Sundance 2007
Now Magazine
GreenCine Daily
Hot Docs
Spout.com: The Reeler Review
Indiewire.com: Annie Sundberg chats with Ira Glass
Indiewire.com: Mia Farrow Talks about the film
Film Festival Today: Mia Farrow Interview
Film Festival Today: David Brown Interview
Film Festival Today: David Rubenstein Interview
That Other Paper SXSW Review
The Reeler New York City Cinema


WINNER: SEEDS OF WAR AWARD Full Frame Documentary Film Festival
WINNER: FULL FRAME/WORKING FILM AWARD Full Frame Documentary Film Festival
WINNER: WITNESS Award SilverDocs Film Festival 2007
WINNER: Lena Sharpe / Women in Cinema Persistence of Vision Award / Seattle International Film Festival 2007
WINNER: Adrienne Shelly EXCELLENCE IN FILMMAKING Award /Nantucket Film Festival.



วันอังคารที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

ดูเรา ดูเขา ดูเรา การดิ้นรนเพื่อเป็น “สากล” ของหนังไทย*

Somewhere over the rainbow: รุ้งหลากสี หนังไทยหลายจินตนาการ*
เรเชล แฮร์ริสัน เรื่องจากปก
* บทความนี้เป็นการเรียบเรียงและสรุปความเป็นภาษาไทยโดย วริศา กิตติคุณเสรี จากบทความชื่อ “ ‘Somewhere over the rainbow’: global projections/local allusions in Tears of the Black Tiger/Fa thalai jone” โดย เรเชล แฮร์ริสัน

ฟ้าทะลายโจร หรือชื่อในพากย์อังกฤษ Tears of the Black Tiger (กำกับโดยวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง – 2543) สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการหนังไทยด้วยการเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ได้ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2001 นักวิจารณ์หลายคนในเทศกาลคราวนั้นมองว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังโพสต์โมเดิร์นที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวและยังส่อแววของความเป็นหนัง “คัลท์” อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความชื่นชมดังกล่าวตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับกระแสตอบรับของผู้ชมในเมืองไทย ซึ่งต้องถือว่า ฟ้าทะลายโจร ล้มเหลวในเชิงพาณิชย์เพราะแทบจะไม่สามารถทำรายได้คืนทุนในการทำให้หนังเรื่องนี้สามารถมีที่ทาง น่าดึงดูด และเป็นที่เข้าใจได้สำหรับผู้ชมต่างประเทศนั้น ผู้กำกับวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เดินตามกระแสที่มุ่งสู่ตลาดโลกเช่นเดียวกับหนังไทยสมัยใหม่เรื่องอื่นๆ ก่อนหน้าของบรรดาผู้ที่ได้รับการขนานนามให้เป็นผู้กำกับอะวองต์การ์ดของไทยแห่งปลายศตวรรษที่ 20/ต้นศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็น นนทรีย์ นิมิบุตร, เป็นเอก รัตนเรือง, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ยงยุทธ ทองกองทุน และยุทธเลิศ สิปปภาค
“เราเป็นสากลแล้ว เราไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไป”เทศกาลเมืองคานส์อาจจะเป็นเพียงหนึ่งในเทศกาลหนังนานาชาติอีกจำนวนมาก แต่การที่ Tears of the Black Tiger เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลนี้ ย่อมถือว่ามีนัยยะสำคัญเป็นพิเศษสำหรับประเทศไทยซึ่งปรารถนาจะยกระดับชื่อเสียงทางวัฒนธรรมของตัวเองสู่โลกสากล ใช่แต่เพียงเท่านั้น หนังเรื่องนี้ยังได้รับการชื่นชมและต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนักวิจารณ์ทั้งหลาย ปีเตอร์ แบรดชอว์ ถึงกับเขียนวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษว่า “หนังคัลท์ฮิตของเทศกาลเมืองคานส์ปีนี้ย่อมได้แก่ Tears of the Black Tiger ที่แสนประหลาดอัศจรรย์และสำราญใจอย่างพิสดารยิ่ง” (Bradshaw 2001:1) ปฏิกิริยาตอบรับของแบรดชอว์ต่อหนังเรื่องนี้ เป็นไปในทางเดียวกับของสื่อมวลชนส่วนใหญ่ในเทศกาลเมืองคานส์ครั้งนั้น และส่งผลให้บริษัทมิราแมกซ์ของอเมริการีบคว้าลิขสิทธิ์ Tears of the Black Tiger มาจัดจำหน่าย อีกทั้งในปีเดียวกัน Tears of the Black Tiger ยังกลายเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ได้เข้าฉายในโรงหนังทั่วเกาะอังกฤษและออกอากาศทางเครือข่ายโทรทัศน์ช่อง 4 และช่องดิจิตอล BBC 4 ของอังกฤษด้วย

ไนเจล แอนดรูว์ ผู้สื่อข่าวของ Financial Times ถึงกับยกย่องว่าวิศิษฏ์เป็นผู้ปักหมุด “ประเทศใหม่ลงในแผนที่โลกของภาพยนตร์” (Andrews 2001: 18) ทั้งยังย้ำถึงความสามารถของหนังในการทำให้ชื่อเสียงของประเทศแม่ปรากฏต่อนานาชาติ อันเป็นการสถาปนาสถานะของประเทศไทยให้เป็นชาติสมัยใหม่ (และ/หรือหลังสมัยใหม่) ในเวทีโลก ดังที่วิศิษฏ์เองได้แสดงความยินดีไว้ในบทสัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ Nation ว่า “เราเป็นสากลแล้ว เราไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไป” (The Nation/AsiaNews Network, 18 May 2001)

ทัศนะต่อเส้นทางและศักยภาพของหนังไทยสมัยใหม่ที่จะก้าวไปสู่เวทีสากลดังกล่าวของวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ซึ่งนำเสนอออกมาขณะที่หนังของเขากำลังประสบความสำเร็จในโลกตะวันตก สะท้อนถึงการที่เขาเอาตัวเองเข้าไปผูกกับวาระแห่งชาติทางการเมือง-วัฒนธรรมในระดับที่กว้างกว่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่อาดาดล อิงคะวณิช และริชาร์ด แมคโดนัลด์ เคยวิเคราะห์ถึงแบบแผนที่คล้ายคลึงกันนี้ในกรณีกระแสตอบรับของผู้ชมอังกฤษต่อหนังไทยเรื่อง สตรีเหล็ก ว่า

..หลายประเทศที่เพิ่งจะนำหนังเข้าสู่ตลาดสากล มีสถานะที่ตกเป็นรองในระบบโลก นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เกิดขึ้นในด้านเศรษฐกิจและการเมืองเท่านั้น แต่ที่สำคัญยังรวมถึงด้านวัฒนธรรมด้วย ชาติที่อยู่ขอบนอกของศูนย์กลางอำนาจ มีช่องทางน้อยมากสำหรับการนำเสนอภาพลักษณ์ตัวเอง (self-representation) ในสื่อระดับโลก ภาพลักษณ์ของประเทศเหล่านี้จึงมักจะถูกลดทอนเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ผู้กำกับรายที่ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์สากล จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแบกภาระการเป็นตัวแทนของชาติ ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐมักเข้ามาอ้างความสำเร็จของหนังเหล่านี้ว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการที่ชาตินั้นๆ สามารถมีตำแหน่งแห่งที่ของตนในท่ามกลางประชาคมโลกในฐานะชาติสมัยใหม่ โดยไม่นำพาว่าผู้กำกับส่วนใหญ่มักลังเลกระอักกระอ่วนใจที่จะชูธงแห่งความเป็นชาติเช่นนั้น การที่คนทำหนังคือคนที่ทำงานกับสื่อซึ่งมีความแนบแน่นกับสภาวะความเป็นสมัยใหม่ คือเป็นสื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีตลอดเวลา จึงอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาไวต่อการต้องรับบทผู้นำเสนอการเทียบเคียงชาติของตนกับชาติอื่นๆ ที่ทรงอำนาจกว่าในเวทีโลก อ่านบทความฉบับเต็มได้จากวารสาร อ่าน

“Somewhere Over the Rainbow”: Global Projections/Local Allusions in ‘Tears of the Black Tiger’/Fa thalai jone
Harrison, Rachel (2007) '“Somewhere Over the Rainbow”: Global Projections/Local Allusions in ‘Tears of the Black Tiger’/Fa thalai jone.' Inter-Asia Cultural Studies, 8 (2). pp. 194-210.
Full text not available from this repository.

When director Wisit Sasanatieng's retro cowboy flick Fa thalai jone (2000) became the first Thai film to be screened at the Cannes Film Festival in May 2001, under the English-language title Tears of the Black Tiger, Thai cinema seemed to have truly 'gone international'. This paper examines the striking disparity, however, in the reception of the film by local and global audiences, to the extent that Fa thalai jone and Tears of the Black Tiger might arguably be understood as two discrete and divergent cinematic texts at the level of viewer signification. For Western critics, 'Tears…' is unquestionably a piece of postmodern filmmaking, awash with surface aesthetic appeal, intertextual richness and an apparently unrelenting obsession with style that is seemingly devoid of an original reference point. Fa thalai jone, by contrast connotes distinct meanings for Thai audiences, who are more fully attuned to the original references the film pursues and able to read the aesthetic appeal it has to offer in a framework beyond that of the dominant 'force field' of interpretation that postmodernism has come to be in the West. Instead Fa thalai jone offers a homage to Thailand's cinematic past, posing as a 'genuine Thai film' (phaphayon thai thae) and comprehended in terms of an alternative dominant force field of meaning, that of traditionalism and reverence for the past. This paper examines the ways in which Tears of the Black Tiger/Fa thalai jone straddles two alternative interpretive positions in an accomplished move on the part of the director to pursue the globally focused aspirations of modern Thai cinema while remaining idiosyncratically faithful to local sensibilities.

วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒


Archaeologists discovered this tattoo-ed mummy with semi-precious gemstone and gold jewelry from the pre-Columbian Moche civilization in Peru.

Accompanied by unusual burial items, such as weapons of war and the skeleton of a child with a noose around its neck, the mummy, a woman approximately 30 years old when she died, was discovered last year by a group of Peruvian and U.S. archaeologists at the ancient site of El Brujo (The Wizard) on the coast of northern Peru, near Trujillo.

Her body was wrapped in hundreds of meters (yards) of cotton cloth, and near where it was found lay the skeleton of a youth offered in sacrifice with a rope still around its neck.
Jewelry made of semi-precious gemstones and fine gold was also found at the site, as were other objects like gold sewing needles and raw cotton.

The archaeologists were surprised to find buried with the mummy two ceremonial war clubs and 23 spear throwing implements, normally found only in the graves of Moche men.
"Perhaps she was a female warrior, or maybe the war clubs and spear throwers were symbols of power that were funeral gifts from men," said John Verano, a physical anthropologist from Tulane University in the United States.

In Samoa, tattoos denote rank. When you are consecrated a chief you go through a very painful process wherewith you are endowed with a specific tattoo which extends from knee-caps to rib cage.

Were these beasts simply imaginary? Or were their origins to be found deeper in the human psyche? Were they ?imaginal? ? did they arise unbidden from some subtle realm from which we derive our humanity? To an ancient, the skin might have been perceived as the boundary between ?inner and outer? ? between that which he did and didn?t understand. Our ancestors may have deployed these fantastical creatures to patrol this vulnerable membrane, this liminal zone between worlds.

?Their adornment of the human skin thus serves to draw attention to ? and to reinforce the central significance of ? this boundary between the chaos beyond, transgressed by the tattooing but thereafter protected by the powerful and dangerous entities.?
(The Archeology of Death and Burial, M. Pearson, 2002, Texas A&M University Press)

วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

Taiwan, France / 2009 / 141min / 35mm / Colour
Original Title : Visage
Language : French, Taiwanese
Genre : Drama
Director : Tsai Ming-liang
Screenwriter : Tsai Ming-liang
Cinematographer : Pen-jung Liao
Editor : Jacques Comets
Music : Jean-Claude Petit
Cast : Kang-sheng Lee, Fanny Ardant, Jean-Pierre Leaud, Yi-Ching Lu, Laetitia Casta
Screening Date : 07.11.09 (21:00) Venue : Paragon 13
Screening Date : 09.11.09 (13:15) Venue : Paragon 13

Taiwanese filmmaker makes a film based on the myth of Salome at the Louvre. Even though he speaks neither French nor English, he insists on giving the part of King Herod to the French actor Antoine. To give the film a chance at the box-office, the production company gives the role of Salomé to a world famous model. But problems arise as soon as filming begins…
Amidst all this confusion, the director suddenly learns of his mother’s death. The producer flies to Taipei, to attend the funeral. The director falls into a deep sleep where his mother’s spirit does not seem to want to leave her old apartment. The producer has no choice but to wait, alone and lost in a strange city.
As after a very long voyage, filming will resume with all who were lost in the underground of the Louvre.


วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

Oh My God In theaters: November 13, 2009

Director:Peter Rodger
Cast:David Copperfield, Hugh Jackman, Sir Bob Geldof, Ringo Starr, Jack Thompson, Seal

In every corner of the world, there’s one question that can never be definitively answered, yet stirs up equal parts passion, curiosity, self-reflection and often wild imagination: “What is God?” Filmmaker Peter Rodger explores this profound, age-old query in the provocative non-fiction feature “Oh My God.” This visual odyssey travels the globe with a revealing lens examining the idea of God through the minds and eyes of various religions and cultures, everyday people, spiritual leaders and celebrities.

His goal: to give the viewer the personal, visceral experience of some kind of reasonable, meaningful definition of one of the most used—some might say overused—words in most every language. Rodger’s quest takes him from the United States to Africa, from the Middle East to the Far East, where such fundamental issues as: “Did God create man or did man create God?, “Is there one God for all religions?” and “If God exists, why does he allow so much suffering?” are explored in candid discussions with the various Christians, Catholics, Muslims, Jews, Hindus, Buddhists and even atheists the filmmaker meets along the way. But maybe it’s former Beatle Ringo Starr who sums it up best here when he simply says, “God is love.” Rodger would like viewers to come away with a feeling of having an amazing
journey - seeing places they would never see normally, hearing music that inspires and words that educate, bringing understanding and tolerance of other individuals that in turn richens their own existence. “Oh My God” stars Hugh Jackman, Seal, Ringo Starr, Sir Bob Geldof, Princess Michael of Kent, David Copperfield and Jack Thompson.


Oh My God
Director: Peter RodgerUSA 2009 93 minsLanguage: English

We are experiencing days of religious turmoil, of fundamentalism and the breakdown of spirituality through technology and reason. After the collapse of the piety that was rooted in myth, cult, occult, and ancient religions, Peter Rodger asks,"What is God?"

Over three years the director travelled across 23 countries asking this question to children, religious leaders, celebrities, fanatics, and to the common man. The results of this journey are sometimes predictable, sometimes surprising. We are conditioned as human beings - influenced by our parents, schools, and the religious beliefs of our home countries. If we have a religion, perhaps we should spend longer studying our chosen belief instead of blindly following other human beings who claim to have the authority of God. It seems evident that Man has taken the power and concept of God and politicized it for agendas that are the antipathies to the dignity and tolerance that the prophets of all the major religions preached in their day. JI

The screening will be followed by a discussion with Simon Keys, Director of Saint Ethelburga's Centre for Peace and Reconciliation, Fuad Nahdi, Director of the Radical Middle Way and Rabbi Dr Jonathan Romain MBE, Minister of Maidenhead Synagogue, writer and broadcaster.


I was frustrated with the childish schoolyard mentality that permeates this world - I call it the "My God Is Greater Than Your God" syndrome - where you have grown men flying airplanes into buildings shouting "God is Great" - where you have the leader of the free world telling the BBC in 2003 that he invaded Iraq because God told him to - where you have the constitution of a country (Iran) that dictates that its supreme leader is God's representative on earth - where you have young men and women blowing themselves up (and innocent others) to buy a place into heaven. None of these concepts made any sense to me. Does it matter what I believe? Does it matter what you believe? And what is this entity that goes by the name of God, that seems to bring about so much friction, hurt and pain? So I decided to go around the world and ask people what they think.

Over a three-year period I traveled across 23 countries asking children, religious leaders, celebrities, fanatics and the common Man what God means to them. Along the way I experienced an incredible array of faith expressions and had no small number of unforgettable adventures.
The film is a result of this journey. It is not about religion per se; it is about what God means to people throughout our human family. I needed to explore and discover for myself whether religion and religious people were the cause of all the world’s woes. And, as a person who wrestles with faith, I needed to determine whether God created man or man created God.

Peter Rodger grew up looking through a camera lens. As a teenager, the award-winning British director honed his skills by assisting his father, George Rodger, the renowned photo-journalist and co-founder of Magnum Photos.

After completing his education at England's Maidstone College of Art, his skill with the lens made him one of the most sought-after talents in the European and United States Advertising Industry, shooting numerous car, clothing and cosmetics companies' print and commercial campaigns in over forty different countries.
Peter has exhibited his fine art work all over the world and has won numerous awards for his filmed work.

Peter has penned seven screenplays – including “Bystander” – to be shot 2010; “Comfort of The Storm” – entering pre-production Autumn 2009 and “Publication Day” – In development.
After two-and-a-half years of filming across 23 countries, Peter has just completed producing and directing the epic non-fiction film entitled “Oh My God” – which explores people’s diverse opinions and perceptions of God.

http://www.metacafe.com/tags/peter_rodger/newest/ http://www.metacafe.com/watch/1319233/oh_my_god_a_film_by_peter_rodger/

Oh, My GodPeter RodgerUSA, 200990 minDocumentaryEnglish, Hebrew subJerusalem Film Festival

Oh My God asks people from all walks of life, from celebrities, to the religious, to atheists and the common Man - the question - What is GodWe are experiencing days of religious turmoil, of fundamentalism, fanaticism, and the breakdown of spirituality through technology and reason. After the collapse of the piety that was rooted in myth, cult, occult, and ancient religions, I ask, “What is Godhttp://www.ohmygod-film.com/Sep.10.09 at 10:00Sep.12.09 at 18:30

Over three years, I traveled across 23 countries asking this question—from children; to religious leaders; to celebrities; to fanatics, and the common man. The film is not about religion and the tribes in which people eke out their lives, but about what God means to people. The results of this journey are sometimes predictable, sometimes surprising. We are conditioned as human beings—influenced by our parents, schools, and the religious beliefs of our home countries. If we have a religion, perhaps we should spend longer studying our chosen belief instead of blindly following other human beings who claim to have the authority of God. It seems evident that Man has taken the power and concept of God and politicized it for agendas that are the antipathies to the dignity and tolerance that the prophets of all the major religions preached in their day. Did Man create God, or did God create Man

Peter Rodger grew up looking through a camera lens. As a teenager, the award-winning British director and photographer honed his skills by assisting his father, George Rodger, the renowned photo-journalist and co-founder of Magnum Photos.

After completing his education at England's Maidstone College of Art, his skill with the lens made him one of the most sought-after talents in the European and United States Advertising Industry, shooting numerous car, clothing and cosmetics companies' print and commercial campaigns in over forty different countries. He has shot for such diverse clients such as Mercedes, Save the Children Fund, City National Bank, Coca Cola, Toyota, Microsoft, Infiniti, Lexus, Buick, Acura, Honda, Volvo, Land Rover, Fendi, Xavier Laurent Perfume, Apple Computers, University of Houston, Kodak, Freizenet Champagne, General Electric, Audi and Canon Cameras.

An accomplished writer, Peter has written several screenplays. Next spring, Peter is set to direct his first full-length feature film from his script, COMFORT OF THE STORM. Set in Pittsburgh, the film follows the life pains of a shy girl who holds the secret to the salvation of her dismantled and scarred family, but only realizes it after learning the communication of music.

Peter has exhibited his fine art work all over the world and has won numerous awards for his filmed work. CLICK HERE FOR LIST
Currently Peter is shooting a feature-length documentary across the world exploring individuals' relationships with God.


วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒